UFABET แทงบอลพารวย ‘เรือใบสีฟ้า’ ไม่เคยหยุดแล่น

Image result for เรือใบสีฟ้า

UFABET แทงบอลพารวย หลังจบเกมที่แพ้นิวคาสเซิล เป๊ปมั่นใจว่าแชมป์ได้หลุดมือจากพวกเขาไปแล้ว เพราะในตอนนั้นหากทีมของเจอร์เกน คล็อปป์ เอาชนะเลสเตอร์ ซิตี้ได้ในวันถัดมา ระยะห่างระหว่างทั้งสองทีมจะเพิ่มเป็น 7 คะแนน แต่ลิเวอร์พูลกลับไม่ชนะ และเป๊ปรู้ว่าเขาจะไม่ยอมปล่อยโอกาสนี้ให้หลุดลอยไปอย่างแน่นอน

ในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของฤดูกาล เป๊ปมีการเรียกประชุมทีมบ่อยขึ้น แต่การประชุมนั้นใช้เวลาสั้นลง พูดตรงประเด็น และสาส์นของเขาที่มีต่อลูกทีมทุกคนนั้นชัดเจน “อย่าคิดว่าลิเวอร์พูลจะแพ้ อย่าหวังที่จะพึ่งพาใคร และอย่าทำให้ทุกอย่างที่พยายามสร้างมาสูญเปล่า”

การที่ลิเวอร์พูลลุกขึ้นยืนหยัดต่อสู้กับพวกเขาชนิดตาต่อตา ฟันต่อฟัน ก็เป็นเหตุผลสำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้แมนเชสเตอร์ ซิตี้ก้าวไปสู่การเป็นทีมที่ใกล้เคียงกับคำว่าสมบูรณ์แบบ

ต้นธารของความสำเร็จทั้งหมดของเป๊ป และของแมนเชสเตอร์ ซิตี้คือการไม่เคยพอใจกับความสำเร็จ พวกเขาต้องการ ‘ทำให้ดีกว่าเดิม’ เสมอ

ท่ามกลางความหวังเล็กๆ ของเหล่าเดอะ ค็อปทั่วโลกที่แอบฝันลึกๆ ว่าบางทีอาจจะมีปาฏิหาริย์และความช่วยเหลือจากไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบียน ที่จะช่วยหยุดแมนเชสเตอร์ ซิตี้ในเกมนัดสุดท้ายของพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2018-19

ปาฏิหาริย์นั้นเกิดขึ้นจริงครับ แต่มันมีระยะเวลาเพียงแค่ 87 วินาทีเท่านั้น เมื่อประตูขึ้นนำของเกล็นน์ เมอร์เรย์ กองหน้าจอมเก๋าของไบรท์ตันสลายกลายเป็นฝุ่นไปเมื่อเซร์คิโอ อเกวโร ทำประตูตีเสมอให้กับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต่างอะไรจากธานอสที่เกือบจะเสียท่าให้กับเหล่าอเวนเจอร์สในศึก Infinity Wars แล้วใช้อัญมณีเวลาเพื่อย้อนกลับไปแก้ไขในสิ่งที่พลาด

ว่ากันว่าอเกวโรทำประตูตีเสมอโดยที่แฟนฟุตบอลลิเวอร์พูล ซึ่งกำลังเฮกันสนั่นสนามแอนฟิลด์ยังไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ

การกลับมาสู่เกมอย่างรวดเร็วของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เป็นการแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจอย่างแรงกล้าของพวกเขาที่จะไม่ยอมให้อะไรมาขัดขวางหนทางไปสู่ความสำเร็จได้อีก

โดยเฉพาะเมื่อทุกอย่างกลับมาอยู่ในมือของพวกเขาแล้ว

พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้เป็นฤดูกาลที่ยากลำบากที่สุดของเป๊ป เพราะพวกเขาเคยตกอยู่ในสถานการณ์ที่เป็นรองคู่แข่งอย่างลิเวอร์พูลมากถึง 7 คะแนนในช่วงก่อนปีใหม่ โดยที่มีเกมสำคัญเดิมพันที่ทั้งสองทีมจะพบกันที่เอติฮัด สเตเดียม

ถ้าวันนั้นลูกยิงของซาดิโอ มาเน ไม่ถูกไอเมอริก ลาปอร์เต สกัดเอาไว้ได้ก่อนที่ลูกจะข้ามเส้นไปเพียงแค่ 11 มิลลิเมตร เป๊ปและทีมของเขาอาจจะต้องตามหลังไกลถึง 10 คะแนน และนั่นอาจหมายถึงงานที่ยากเกินไปที่จะไล่ตามทัน

แต่เมื่อลูกถูกสกัดได้ก่อนข้ามเส้น – ซึ่งต้องขอบคุณเทคโนโลยี Goal Line ที่ให้ความยุติธรรมแก่พวกเขา – สถานการณ์จึงเริ่มพลิกผัน ซิตี้เริ่มเก็บชัยชนะและทำผลงานได้ดีขึ้น

แต่จุดเปลี่ยนจริงๆ ของพวกเขาเกิดขึ้นหลังความพ่ายแพ้ต่อนิวคาสเซิลเมื่อปลายเดือนมกราคม

Image result for เรือใบสีฟ้า

วันนั้นพวกเขาขึ้นนำตั้งแต่นาทีแรกจากอเกวโร แต่สุดท้ายกลับถูกนิวคาสเซิล ซึ่งขณะนั้นเป็นทีมหนีตกชั้นพลิกเอาชนะได้ 2-1 เป็นการแพ้เกมที่ 4 ในฤดูกาล ซึ่งตามทฤษฎีการลุ้นแชมป์ประสาคอบอลรุ่นเก่าแล้ว การแพ้ถึง 4 นัดในช่วงปลายเดือนมกราคมถือเป็นจำนวนที่เยอะมาก เมื่อคิดถึงเกมอีก 14 นัดที่เหลือมีโอกาสที่พวกเขาจะแพ้เพิ่มได้อีกหลายนัด


หลังจบเกมวันนั้น เป๊ปเองก็มั่นใจว่าแชมป์ได้หลุดมือจากพวกเขาไปแล้ว โดยเฉพาะเมื่อคิดถึงลิเวอร์พูลที่แข็งแกร่งอย่างน่าเหลือเชื่อ ในตอนนั้นหากทีมของเจอร์เกน คล็อปป์ เอาชนะเลสเตอร์ ซิตี้ ได้ในวันถัดมาระยะห่างระหว่างทั้งสองทีมจะเพิ่มเป็น 7 คะแนน

เป๊ปไม่อยากคิดถึงเรื่องนี้ เขาไม่สนใจที่จะติดตามดูฟอร์มของคู่แข่ง แต่เลือกที่จะไปดู Jersey Boys ที่ Manchester’s Palace Theater แทน

ก่อนที่เขาจะรู้ว่าลิเวอร์พูลพลาดที่จะเก็บชัยชนะ พวกเขายังมีโอกาสอยู่ และเป๊ปรู้ว่าเขาจะไม่ยอมปล่อยโอกาสนี้ให้หลุดลอยไปอย่างแน่นอน

หลังจากวันนั้น แมนเชสเตอร์ ซิตี้เก็บชัยชนะได้ 3 นัดรวดในรอบ 8 วันเหนืออาร์เซนอล เชลซี และเอฟเวอร์ตัน ขณะที่ลิเวอร์พูลเริ่มมีอาการสะดุด พวกเขาเสมอเวสต์แฮม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก่อนที่จะถึงจุดเปลี่ยนสำคัญที่กูดิสันปาร์กในวันที่ 3 มีนาคม

วันนั้นลิเวอร์พูลมีคะแนนตามหลังซิตี้อยู่ 2 คะแนน หากพวกเขาชนะก็จะกลับไปนำจ่าฝูงอีกครั้ง แต่ปรากฏว่าทีมของคล็อปป์ไม่สามารถคว้าชัยชนะในเกมเมอร์ซีย์ไซด์ดาร์บีได้ ทำให้พวกเขาตามหลังซิตี้ 1 แต้ม และเป็นครั้งแรกที่โอกาสในการคว้าแชมป์นั้นกลับไปอยู่ในมือของเป๊ปและทีมของเขา

เป๊ป – ซึ่งเพิ่งพาทีมคว้าแชมป์ลีกคัพได้ – บอกกับลูกทีมหลังเกมวันนั้นครับว่า “นับจากนี้ให้ถือว่าเป็นนัดชิงชนะเลิศทุกนัด”

ในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของฤดูกาล เป๊ปมีการเรียกประชุมทีมบ่อยขึ้น แต่การประชุมนั้นใช้เวลาสั้นลง พูดตรงประเด็น และสาส์นของเขาที่มีต่อลูกทีมทุกคนนั้นชัดเจน

“อย่าคิดว่าลิเวอร์พูลจะแพ้ อย่าหวังที่จะพึ่งพาใคร และอย่าทำให้ทุกอย่างที่พยายามสร้างมาสูญเปล่า”

สำหรับลูกทีมที่คุ้นเคยกันอย่างดี พวกเขาสัมผัสได้ถึงความรู้สึกที่ส่งผ่านมาทางน้ำเสียงของเป๊ป

พวกเขารู้ว่าการขับเคี่ยวกับลิเวอร์พูลในช่วงโค้งสุดท้ายของฤดูกาลจะเป็นการขับเคี่ยวที่โหดหินยิ่งกว่าครั้งไหน และความผิดพลาดใดๆ ต่อให้เล็กน้อยที่สุดก็เป็นสิ่งที่ไม่ได้รับอนุญาตให้เกิดขึ้น

แต่ในอีกทางหนึ่งแล้ว การที่ลิเวอร์พูลลุกขึ้นยืนหยัดต่อสู้กับพวกเขาชนิดตาต่อตา ฟันต่อฟัน ก็เป็นเหตุผลสำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ก้าวไปสู่การเป็นทีมที่ใกล้เคียงกับคำว่าสมบูรณ์แบบ

เป๊ปเองก็พูดถึงเรื่องนี้อย่างชัดเจนหลังจากที่ได้ชูถ้วยแชมป์ว่าถ้าไม่มีลิเวอร์พูล แมนเชสเตอร์ ซิตี้ก็คงไม่มีวันมาถึงจุดนี้ได้

เรื่องนี้ชวนให้คิดถึงความสัมพันธ์ของ ‘คู่ปรับ’ ที่ในทางหนึ่งคือการแข่งขัน แต่อีกทางหนึ่งคือการผลักดันซึ่งกันและกัน

ในอดีตอังกฤษเคยมีคู่ปรับทำนองนี้เกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง ในยุคพรีเมียร์ลีกก็เคยมีการขับเคี่ยวกันระหว่างแมนเชสเตอร์​ ยูไนเต็ดกับอาร์เซนอล ซึ่งถ้าเป็นแฟนรุ่นเก่าคงจะจำกันได้ถึงการต่อสู้ทุกรูปแบบ โดยเฉพาะการดวลกึ๋นกันระหว่างเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน กับ อาร์เซน เวนเกอร์

เป๊ปกับคล็อปป์ก็มีส่วนคล้ายกับคู่บรมกุนซือครับ ต่างกันแค่ความเดือดดาลระหว่างทั้งคู่แทบไม่มี ต่างฝ่ายต่างก็ชื่นชมกัน มีความเป็นมิตรมากกว่าศัตรู

ย้อนกลับไปหลังวันที่พวกเขาแพ้ต่อนิวคาสเซิล สิ่งที่เป๊ปได้เรียนรู้คือเขาจะไม่เปิดโอกาสให้คู่แข่งได้มีโอกาสลืมตาอ้าปากในระหว่างเกมการแข่งขันอีก จุดอ่อนในเรื่องของเกมรับที่เปราะบางเสียประตูได้ง่ายต้องถูกแก้ไขและควบคุม

แม้กระทั่งในเรื่องของตำแหน่งกองกลางที่เคยมีการวิพากษ์ว่าหากพวกเขาขาดจอมเก๋าอย่างแฟร์นันดินโญ ทีมก็เหมือนนักรบที่ลงทำศึกโดยไร้เสื้อเกราะ เป๊ปก็จัดการแก้ไขจนนำไปสู่การพัฒนาของนักเตะอย่างอิลคาย กุนโดกัน ที่ยกระดับการเล่นจนกลายเป็นแกนหลักในทีมได้อย่างไม่เคอะเขิน

นั่นทำให้ในขณะที่เกมรุกของพวกเขามีความอันตรายจากความสามารถในการบุกจู่โจมได้ทุกทิศทุกทาง เกมรับก็แข็งแกร่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จำนวนประตูที่เสียแค่ 4 จาก 14 นัดสุดท้ายของฤดูกาล เป็นผลงานในระดับมาสเตอร์พีซ

ในช่วงปลายฤดูกาลที่กำลังวังชาเริ่มลดน้อยจากการกรำศึกหนักหลายถ้วย เป๊ปก็สามารถทำให้ทีมประคับประคองการเล่นให้อยู่ในระดับที่สามารถเก็บชัยชนะได้อย่างไม่ยากลำบากนัก ด้วยวิธีการที่ชัดเจน ทำประตูขึ้นนำให้ไว ปิดเกมให้เร็ว และคอนโทรลเกมทั้งหมดไม่ให้คู่แข่งมีโอกาส

พวกเขาเก่งจนเหมือนโกง และทำให้คู่แข่งท้อและถอดใจกันไปเอง

อย่างไรก็ดีสิ่งสุดท้ายที่เป็นต้นธารของความสำเร็จทั้งหมดของเป๊ป และของแมนเชสเตอร์ ซิตี้คือการไม่เคยพอใจกับความสำเร็จ

พวกเขาต้องการ ‘ทำให้ดีกว่าเดิม’ เสมอ

ในฤดูกาล 2017-18 พวกเขาคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยแรกของเป๊ปได้อย่างง่ายดายตั้งแต่กลางเดือนเมษายน และจบฤดูกาลด้วยการทำได้ถึง 100 คะแนน แต่สิ่งแรกที่เป๊ปบอกคือเขาอยากทำทุกอย่างให้ดีขึ้นกว่าเดิม

ฤดูกาลนี้ก็เช่นกัน เป๊ปพูดเหมือนเดิมเป๊ะครับว่าเขาอยากทำทุกอย่างให้ดีกว่าเดิม โดยไม่ได้คิดว่าทีมในเวลานี้ของเขาเก่งและแกร่งจนแทบจะหาคู่แข่งด้วยไม่ได้แล้ว

ราวกับว่าภายใต้การนำของเขา ‘เรือใบสีฟ้า’ จะไม่มีวันหยุดแล่น

นอกเสียจากคนชักใบอย่างเขาจะเบื่อและเปลี่ยนใจขึ้นบกไปหาความท้าทายใหม่ในดินแดนอื่นแทนเหมือนที่เขาอิ่มตัวกับบาร์เซโลนา และบาเยิร์น มิวนิค


UFABET สูตรแทงบอล

สนับสนุนสาระดีๆโดย UFABET